วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การกำจัดกลิ่นเท้า


วิธีกำจัดกลิ่นเท้า (เดลินิวส์) ใครที่รู้ตัวว่ามีกลิ่นเท้าแรง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีกำจัดกลิ่นเท้ามาฝาก... ทุกครั้งหลังอาบน้ำ ให้โรยแป้งฝุ่นให้ทั่ว ๆ เพื่อให้เท้าแห้งไม่อับชื้น นำถุงน้ำชาที่ชงแล้วสัก 4 - 5 ถุงมาแช่ใส่อ่างผสมน้ำอุ่น และนำเท้าแช่ลงไปประมาณ 5 นาที ทำอย่างนี้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง เท้าจะไม่มีกลิ่น เพราะถุงชา จะเปลี่ยนความเป็นกรดด่างและหยุดยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย พยายามอย่าให้เท้าหมักหมมอยู่ในรองเท้า ถุงน่อง หรือถุงเท้านานจนเกินไป ลองนำวิธีที่แนะนำไปกำจัดกลิ่นเท้ากันดูได้

การถนอมอาหาร


วิธีการถนอมอาหารในบางฤดูกาลมีผลผลิตประเภทอาหารมากมาย ทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารสดๆได้หมด แต่เราสามารถเก็บรักษาอาหารนั้นไว้รับประทานต่อไปได้ด้วยวิธีการถนอมอาหาร ซึ่งการเลือกวิธีการถนอมอาหารที่เหมาะสมจะทำให้สามารถเก็บรักษาอาหารไว้ได้นาน และสามารถรับประทานได้ตลอดฤดูกาล โดยที่อาหารไม่บูดเน่าเสียหรือต้องทิ้งโดยเปล่าประโยชน์
การถนอมอาหารด้วยวิธีการต่างๆมีดังนี้
1.การถนอมอาหารโดยตากแห้งเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดมากที่สุด ใช้ได้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ โดยนำน้ำหรือความชื้นออกจากอาหารให้มากที่สุดเพื่อให้เอนไซม์ในอาหารไม่สามารถทำงานและบัตเตรีไม่สามารถที่เจริญเติบโตได้ในของแห้ง
สำหรับวิธีการตากแห้งอาจใช้ความร้อนหรือความร้อนจากแหล่งอื่น เช่น ตู้อบ เป็นต้นถ้าใช้แสงแดดควรมีฝาชีหรือตู้ที่เป็นมุ้งลวดป้องกันแมลงและฝุ่นละออง อาหารที่ผ่านวิธีการตากเเห้งแล้ว เช่น เนื้อเค็ม ปลาเค็ม กล้วยตาก เป็นต้น
2.การดองเป็นการถนอมอาหารโดยใช้สารปรุงแต่งให้มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน หรือมีรสผสมทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน อุปกรณ์ที่ใช้ดองควรเป็นพวกเครื่องแก้ว ไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ เช่น หม้อ อะลูมีเนียม เป็นต้น เพราะในขณะดองอาจมีกรดเกิดขึ้นซึ่งกรดพวกนี้จะทำปฏิกิริยากับโลหะทำให้เกิดสารพิษในอาหรสำหรับปรุงรสที่ใช้ ได้แก่ เกลือ น้ำตาล น้ำส้มบริสุทธิ์ ส่วนอาหารที่ใช้วิธีดอง เช่น มะม่วงดอง ผักกาดดอง หน่อไม้ดอง เป็นต้น3.การถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาลการถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาลนิยมใช้กับพวกผลไม้ โดยทั่วไปแล้วผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจะนิยมใส่น้ำตาลมาก การใช้น้ำตาลเพื่อการถนอมอาหารมีหลายวิธี ดังนี้1. การเชื่อมใช้ความเข้มข้นของน้ำตาลแตกต่างกันตามอัตราส่วน ดังนี้1.น้ำเชื่อมใส ใช้น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 3 ถ้วย2.น้ำเชื่อมปานกลาง ใช่น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 2 ถ้วย3.น้ำเชื่อมเข้มข้น ใช้น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 1ถ้วยการเชื่อมนิยมใช้กับผลไม้บรรรจุกระป๋อง หรือขวด ที่เรียกว่า ลอยแก้ว เช่น เงาะกระป๋อง ลิ้นจี่กระป๋อง เป็นต้น
2. การทำแยมเป็นการใส่น้ำตาลในเนื้อผลไม้ที่มีน้ำปนอยู่ส่วนมาก แล้วกวนให้เข้ากัน เช่น แยมส้ม แยมสับปะรด เป็นต้น
3.การแช่อิ่มเป็นการใส่น้ำตาลในปริมาณมาก โดยการแช่ในน้ำเชื่อม และเพิ่มความเข้มข้น ของน้ำเขื่อมจนถึงจุดอิ่มตัว แล้วนำมาทำแห้ง สมัยก่อนนิยมใช้วิธีการถนอมอาหารนี้กับผลไม้ ปัจจุบันนำผักหลายชนิดมาแช่อิ่ม แล้วจัดจำหน่ายจนเป็นที่นิยมในท้องตลาดเช่น ลูกตำลึง ก้านบอระเพ็ด ลูกมะกรูด เป็นต้น
4.การถนอมอาหารโดยการแช่แข็งการแช่เเข็งเป็นการถนอมอาหาร โดยการใช้อุณหภูมิต่ำ โดยการควบคุมจุลินทรีย์ และบัตเตรีไม่ให้สามารเจริญเติบโตได้ นิยมใช้กับอาหารสด อาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว และบรรจุภัณฑ์พร้อมจำหน่าย ซึ่งผู้บริโภคซื้อแล้วสามารถนำไปอุ่นก่อนรับประทาน ในปัจจุบันนิยมแพร่หลายถึงแม้ว่าจะมีราคาสูง เพราะช่วยประหยัดเวลาเเละเเรงงาน ในการประกอบอาหาร นอกจากนี้ อาหารแช่เเข็งจะสดและมีรสชาติดีกว่าอาหารกระป๋อง5.การถนอมอาหารโดยใช้สารปรุงแต่งอาหารการใช้สารปรุงแต่งอาหารเป็นการถนอมอาหาร เพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเอนไซม์หรือปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้เก็บรักษาอาหารได้นานขึ้งหรือตกแต่งอาหารสารปรุงแต่งที่นิยมใส่ในอาหาร มีดังนี้1.) สารกันบูด ถ้าใช้เพียงเล็กน้อยจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าใช้มากแม้แต่เกลือก็เป็นพิษต่อร่างกายไม่ควรใช้มากหรือบ่อยจนเกินไป ส่วนปริมาณที่ใช้อย่างปลอดภัยควรใช้สารกันบูด 1 กรัมต่อน้ำหนักอาหาร 1 กิโลกรัม2) สีผสมอาหาร ควรใช้สีจากธรรมชาติ หรือสารเคมีที่ได้รับอนุญาตให้ใส่ในอาหาร ขององค์การเภสัชกรรม3) สารเคมี ช่วยในการควบคุมความเป็นกรด ด่าง เกลือในอาหารควบคุมคุณสมบัติทางกายภาพของอาหาร ทำให้อาหารสด เช่น ทำให้ผลไม้สุกช้าหรือทำให้สุกเร็ว เช่น พวกแก๊สบ่มผลไม้ เป็นต้น ก่อนใช้ควรศึกษาและดูคำแนะนำในซอง หรือฉลากที่ปิดไว้ข้างภาชนะบรรจุ6.การรมควันการรมควันเป็นการถนอมอาหารที่ต่างไปจากการ ตากแห้งธรรมดา นอกจากจะทำให้อาหารแห้งแล้ว ยังช่วยรักษาให้อาหารเก็บได้นาน มีกลิ่นหอมและรสชาติแปลกซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก การรมควันที่สามารถทำได้ในครอบครัวจะเป็นแบบธรรมชาติิโดยการสุมไฟด้วยไม้กาบมะพร้าว ขี้เลื่อย ซางข้าวโพด ให้แขวนอาหารไว้เหนือกองไฟใช้ไฟอ่อนๆเพื่อให้รมควันอาหารไปพร้อมกับไอร้อนจะช่วยทำให้อาหารแห้งเร็ว เช่น รมควันปลา เป็นต้น

อาหารภาคอีสาน


อาหารภาคอีสาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) มีรสชาติเด่น คือ รสเค็มจากน้ำปลาร้า รสเผ็ดจากพริกสด พริกแห้ง รสเปรี้ยวจาก ผักพื้นบ้าน เช่น มะขาม มะกอก

อาหารส่วนใหญ่มีลักษณะแห้ง ข้น มีน้ำขลุกขลิก แต่ไม่ชอบใส่กะทิ คนอีสานใช้ปลาร้าเป็นเครื่องปรุงอาหารแทบทุกชนิด เช่น ซุปหน่อไม้ อ่อม หมก น้ำพริกต่างๆ รวมทั้งส้มตำ

อาหารอีสานที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ ปลาร้าบ้อง อุดมด้วยพืชสมุนไพร เช่น ข่า ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม ใบมะกรูด มะขามเปียก หรืออย่างแกงอ่อม ที่เน้นการใช้ผัก หลายชนิดตามฤดูกาลเป็นหลัก รสชาติของแกงอ่อมจึงออกรสหวานของผักต่างๆ รสเผ็ดของพริก กลิ่นหอมของเครื่องเทศและผักชีลาวหรืออย่างต้มแซบ ที่มีน้ำแกงอันอุดมด้วยรสชาติและกลิ่นหอมของของเครื่องเทศและผักสมุนไพรเช่นกัน

คนอีสานจะรับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก และโดยทั่วไปจะนึ่งข้าวเหนียวด้วยหวด หวด คือภาชนะที่เป็นรูปกรวย ทำด้วยไม้ไผ่ ซึ่งจะต้องใช้คู่กับหม้อทรงกระบอก

อาหารภาคเหนือ


อาหารภาคเหนือ ส่วนใหญ่รสชาติไม่จัด ไม่นิยมใส่น้ำตาลในอาหาร ความหวานจะได้จากส่วนผสมของอาหารนั้นๆ เช่น ผัก ปลา และนิยมใช้ ถั่วเน่าในการปรุงอาหาร

คนเหนือมีน้ำพริกรับประทานหลายชนิด อาทิ น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง ผักที่ใช้จิ้มส่วนมากเป็นผักนึ่ง

ส่วนอาหารที่รู้จักกันดีได้แก่ ขนมจีนน้ำเงี้ยว ที่มีเครื่องปรุงสำคัญ ขาดไม่ได้คือ ดอกงิ้ว ซึ่งเป็นดอกนุ่มที่ตากแห้ง ถือเป็นเครื่องเทศพื้นบ้านที่มีกลิ่นหอม หรืออย่างตำขนุน แกงขนุน ที่มีส่วนผสมเป็นผักชนิดอื่น เช่น ใบชะพลู ชะอม และมะเขือส้ม

อาหารภาคกลาง


ภาคกลาง....เป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน ข้าวปลาอาหาร จึงอุดมสมบูรณ์เกือบตลอดปี รวมทั้งมีพืช ผัก ผลไม้ นานาชนิด นอกจากนี้ภาคกลางยังเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงมานับหลาย ร้อยปี ตั้งแต่สมัยอยุธยา เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน จึงเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดต่อ ๆ กันมา ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการค้าขาย และติดต่อกับต่างประเทศ มีแขกบ้านแขกเมือง ไปมาหาสู่อยู่ตลอดเวลาและที่สำคัญที่สุดเป็นที่ประทับของในหลวงในรัชกาลต่าง ๆ มีเจ้านายหลายพระองค์รวมทั้งแวดลงชาววัง ซึ่งต่างก็มีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์อาหารที่เป็นแบบฉบับของคนภาคกลาง


ลักษณะอาหารภาคกลางมีที่มาต่าง ๆ กัน ดังนี้
ได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ เช่น เครื่องแกง แกงกะทิ จะมาจากชาวฮินดู การผัดโดยใช้กระทะและน้ำมันมาจากประเทศจีนหรือขนมเบื้องไทย ดัดแปลงมาจาก ขนมเบื้องญวน ขนมหวานประเภททองหยิบ ทองหยอดรับอิทธิพลจากประเทศทางตะวันตก เป็นต้น
เป็นอาหารที่มักมีการประดิษฐ์ ทั้งนี้เพราะบรรดาคุณท่านท้าวเธอที่อยู่ในรั้วในวังมีเวลาว่างมากมาย จึงใช้เวลาในการคิดสร้างสรรค์อาหารให้เลิศรส วิจิตรบรรจง เช่น ขนมช่อม่วง จ่ามงกุฎ หรุ่ม ลูกชุบ กระเช้าสีดา ทองหยิบ หรืออาหารประเภทข้าวแช่ ผัก ผลไม้แกะสลัก
เป็นอาหารที่มักจะมีเครื่องเคียง ของแนม เช่น น้ำพริกลงเรือ ต้องแนมด้วยหมูหวาน แกงกะทิก็มักจะแนมด้วยปลาเค็ม สะเดา น้ำปลาหวานก็ต้องคู่กับกุ้งนึ่งหรือปลาดุกย่าง ปลาสลิดทอดรับประทานกับน้ำพริกมะม่วง หรือแม้กระทั่งไข่เค็มที่มักจะรับประทานกับน้ำพริกลงเรือ น้ำพริกมะขามสด หรือน้ำพริกมะม่วง นอกจากนี้ยังมีของแนมอีกมากมายเช่นพวกผักดอง ขิงดอง หอมแดงดอง เป็นต้น
เป็นภาคที่มีอาหารว่าง และขนมหวานมากมาย เช่น ข้าวเกรียบปากหม้อ กระทงทอง ค้างคาวเผือก ปั้นขลิบนึ่ง ไส้กรอกปลาแนม ข้าวตังหน้าตั้ง ขนมหวานหลากหลายที่ทำจากไข่ , แป้งชนิดต่าง ๆ เช่น แป้งข้าวเหนียว แป้งสาลี แป้งมัน หรือแป้งหลายชนิดรวมกัน เช่น ขนมชั้น ขนมสอดไส้ ขนมเปียกปูน ขนมกง ขนมมุก ขนมลืมกลืน ขนมเต่า เป็นต้น


จากความหลากหลายของอาหารภาคกลางนี้เอง จึงทำให้รสชาติของอาหารภาคนี้ไม่เน้นไปทางรสใดรสหนึ่งโดยเฉพาะ คือมีรส เค็ม เผ็ด เปรี้ยว หวาน คลุกเคล้าไปตามชนิดต่าง ๆ ของอาหาร นอกจากนี้มักจะใช้เครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส เช่นพวกเครื่องเทศต่าง ๆ ใช้กะทิเป็นส่วนประกอบของอาหารมากชนิด

อาหารภาคใต้


ภาคใต้... เป็นภาคที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลมากที่สุด ลักษณะภูมิประเทศ เป็นแหลมที่ยื่นลงไปในทะเล ผู้คนที่อาศัยในดินแดนแถบนี้จึงนิยมทำการประมง เพราะมีทรัพยากรในท้องทะเลมากมาย เมื่ออาศัยอยู่ชายทะเล อาชีพเกี่ยวข้องกับทะเล อาหารหลักในการดำรงชีวิตจึงเป็นอาหารทะเล

อาหารส่วนใหญ่ของคนภาคใต้ มักเกี่ยวข้องกับปลา และสิ่งอื่น ๆ จากท้องทะเล อาหารทะเลหรือปลา โดยธรรมชาติจะมีกลิ่นคาวจัด อาหารภาคใต้จึงไม่พ้นเครื่องเทศ โดยเฉพาะขมิ้นดูจะเป็นสิ่งที่แทบจะขาดไม่ได้เลย เพราะช่วยในการดับกลิ่นคาวได้ดีนัก ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าอาหารปักษ์ใต้จะมีสีออกเหลือง ๆ แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแกงไตปลา แกงส้ม แกงพริก ปลาทอด ไก่ทอด ก็มีขมิ้นกันทั้งสิ้น และมองในอีกด้านหนึ่งคงเป็นวัฒนธรรมการกินที่ผสมผสานกลมกลืนกันระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในภาคใต้นั่นเอง

เพราะชีวิตของคนภาคใต้ เกี่ยวข้องกับทะเล เมื่อออกทะเลหาอาหารมาได้มากเกิดรับประทานให้หมดในหนึ่งมื้อได้ คนภาคใต้จึงนำอาหารที่ได้จากทะเลมาทำการถนอมอาหาร เช่น กุ้งส้ม ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กุ้งแตะ ซึ่งจะมีสีเขียว งชนิดนี้เมื่อนำมาทำเป็นกุ้งส้ม สีจะออกแดง ๆ และมีรสเปรี้ยว การทำกุ้งส้มนั้น นำกุ้งมาหมักกับเกลือ น้ำตาลทราย หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วันจนมีรสเปรี้ยว จึงนำมาทำอาหารรับประทานได้

ö ปลาขี้เสียดแห้ง คือการนำปลาสีเสียดมาใส่เกลือจนทั่วตัวปลา แล้วตากแดดให้แห้ง เก็บไว้รับประทานได้นาน
ö ปลาแป้งแดง คือการนำปลาโคบ หมักกับข้าวสุก เกลือ ใส่สีแดง หมักทิ้งไว้ 3-4 วัน จึงนำมาปรุงอาหารได้
ö ปลาเค็ม คือ การนำปลามาหมักกับเกลือ เมื่อก่อนชาวประมงออกหาปลา พอได้ปลามากก็หมักกับเกลือบนเรือ ครั้นเรือเข้าฝั่งก็จะได้ปลาเค็มไว้รับประทาน
ö กุ้งแห้ง คือ การนำกุ้งที่ได้มาเคล้ากับเกลือ แล้วตากแดดให้แห้ง เก็บไว้รับประทานได้นาน
ö น้ำบูดู ได้จากการหมักปลาตัวเล็ก ๆ กับเกลือเม็ด โดยหมักไว้ในโอ่ง ไห หรือถังซีเมนต์ แล้วปิดฝาผนึกอย่างดี ตากแดดทิ้งไว้ 2-3 เดือน หรือเป็นปี จึงนำมาใช้ได้ บูดูมีทั้งชนิดหวานและชนิดเค็ม ชนิดหวาน ใช้คลุกข้าวยำ ปักษ์ใต้ ชนิดเค็ม ใช้ปรุงอาหารประเภทน้ำพริก เครื่องจิ้ม
ö พุงปลา ได้จากการเอาพุงปลาทู หรือปลารังมารีดเอาสิ่งสกปรกออก แล้วใส่เกลือหมักไว้ 1 เดือนขึ้นไป จึงนำมา ปรุงอาหารได้
ö เนื้อหนาง คือ การนำเอาหัวของวัวไปย่างไฟอ่อน ๆ จนสุกทั่วกันดี แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นขูดเอาส่วนที่ไหม้ ออกจนขาวสะอาดดี เลาะเอาแต่เนื้อ นำมาเคล้ากับเกลือ น้ำตาลปีบ หมักทิ้งไว้ 2-3 คืน จึงนำมาปรุงอาหารได้ เนื้อหนางอาจทำโดย ใช้เศษเนื้อปนเอ็นหมักก็ได้


อาหารปักษ์ใต้แม้จะเป็นอาหารที่อร่อย น่าลิ้มลอง แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจผู้คน คือความเผ็ดร้อนของรสชาติอาหารผู้คนในภาคใต้นิยมรสอาหารที่เผ็ดจัด เค็ม เปรี้ยว แต่ไม่นิยมรสหวาน รสเผ็ดของอาหารปักษ์ใต้มาจากพริกขี้หนูสด พริกขี้หนูแห้งและพริกไทย ส่วนรสเค็มได้จากกะปิ เกลือ รสเปรี้ยว ได้จากส้มแขก น้ำส้มลูกโหนดตะลิงปลิง ระกำ มะนาว มะขามเปียก และมะขามสด เป็นต้น

เนื่องจากอาหารภาคใต้มีรสจัด อาหารหลาย ๆ อย่างจึงมีผักรับประทานควบคู่ไปด้วย เพื่อลดความเผ็ดร้อนลงซึ่งคนภาคใต้ เรียกว่า ผักเหนาะ หรือบางจังหวัดอาจเรียกว่า ผักเกร็ด ผักเหนาะของภาคใต้มีหลายอย่าง บางอย่างก็เป็นผักชนิดเดียวกับภาคกลาง เช่น มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ถั่วพู ฯลฯ แต่ก็มีผักอีกหลายอย่างที่รู้จักกันเฉพาะคนภาคใต้เท่านั้น การเสิร์ฟผักเหนาะกับอาหารปักษ์ใต้ ชนิดของผักจะคล้าย ๆกัน หรืออาจเป็นผักที่ผู้รับประทานชอบก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การทำขนม



มะพร้าวแก้ว - ใบเตย
ส่วนผสม
1. เนื้อมะพร้าวทึนทึก 5-600 กรัม2. น้ำใบเตยเข้มข้น ½ ถ้วย3. น้ำตาลทราย ½ กิโล
วิธีทำ
1. ไม่ทราบว่าเพื่อน ๆ รู้จักมะพร้าวทึนทึกกันรีป่าว (ส้มเองก็ไม่ได้รู้จักมากนักค่ะ^^”) แต่คิดว่า มะพร้าวทึนทึกคือ มะพร้าวที่ไม่อ่อน และไม่แก่จนเกินไป ซึ่งพอที่ได้มาก็คือเจ้านี่ค่ะ (คุณแม่เค้าควักจากลูกมะพร้าวที่ทานน้ำหมดแล้ว แพ็คใส่ถุงแช่เย็นไว้ค่ะ คือสะสมไว้ก่อน ที่เห็นประมาณ 4 ลูกหรือ 5 เกือบ 600 กรัมค่ะ ได้เนื้อเยอะมาก)
2. นำเนื้อมะพร้าวที่ได้ มาล้างให้สะอาด จากนั้นเฉือนเอาเปลือกมะพร้าวที่ติดอยู่ออกให้หมดเลยค่ะ จะได้มะพร้าว ขาว ๆ น่าทาน คุณแม่นำมาหั่นบาง ๆ ค่ะ (คือต้องบอกก่อนว่าอันนี้คือทำตามแบบบ้าน ๆ เลยนะจ๊ะ เป็นการถนอมอาหารประจำบ้าน เดี๋ยวเพื่อน ๆ บางคนจะสังสัยว่าทำไมไม่เหมือนเค้าขาย ตามแตกต่างคือความอร่อยค่ะ เราไม่จำเป็นต้องทำให้เหมือนใคร รู้จักสร้างความต่าง สตางค์ก็จะตามมาค่ะ อิอิ ว่าไปนั่น)
3. การหั่นอย่าหั่นหนามากนะจ๊ะ เวลาทานจะแข็งไป ไม่อร่อย หั่นบาง ๆ พักไว้ค่ะมาคั้นน้ำใบเตยกันค่ะ พอดีที่บ้านปลูกเตยหอมไว้ในเนื้อที่อันน้อยนิด นำใบเตยหอมประมาณ 10 ใบ มาหั่น+คั้นผสมกับน้ำต้มสุก เอาแบบเข้มข้นให้ได้ประมาณ ½ ถ้วยนะจ๊ะ
4. นำกะทะ หากเพื่อน ๆ ไม่มีกะทะทองไม่เป็นไรนะจ๊ะ เอาหม้อหรือกะทะธรรมดาก็ได้อะ ตั้งไฟกลาง ใส่น้ำใบเตยสด ตามด้วยน้ำตาลทรายลงไปค่ะ
5. ตั้งไฟ และคนไปเรื่อย ๆ รอจนน้ำตาลลายหมดค่ะ น้ำตาลละลายหมดแล้วเริ่มเดือดใส่มะพร้าวลงไปเลยจ้า.ค่อย ๆ ใช้พายไม้ ผัด ๆ คลุก ๆ ให้เข้ากันค่ะ ไม่ต้องตกใจเรื่องน้ำใบเตย(ที่ดูจะน้อยไป เมื่อเทียบกับมะพร้าวที่ค่อนข้างเยอะ เพราะอะไร... เดี๋ยวมีคำตอบค่ะ
6. ก็เพราะว่าน้ำจากเนื้อมะพร้าวจะออกมาเองไงจ๊ะ การทำขนมไทยนั้นต้องใจเย็นและค่ะเพราะขนมบางชนิดใช้เวลาอยุ่หน้าเตาค่อนข้างนานมากกกก จะเห็นว่าน้ำเยอะเลยจาก ใช้พายไม้ค่อย ๆ คน และผัด ไปเรื่อย ๆ เป็นระยะ ๆ ค่ะ สีของขนมจะได้สวยเสมอกัน พอเดือด ลดไฟเหลือไฟอ่อนค่ะ
7. ทิ้งไว้(ไฟอ่อน) ประมาณ 40 นาที(ของกะทะทอง) แต่หากให้กะทะหรือหม้อธรรมดาลองสังเกตนะจ๊ะ ทิ้งไว้ให้น้ำกับน้ำตาลงวดค่ะ (อาจจะคนบ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อให้สีมะพร้าวเสมอกันค่ะ)
8. น้ำเริ่มงวด สีเริ่มสวย มะพร้าวดูแห้งขึ้นแล้วค่ะ สังเกตจากขอบกะทะทอง จะเห็นสีขาว ๆ มันคือเกล็ดน้ำตาลค่ะ พยายามให้พายไม้ปาดออกให้หมดนะจ๊ะ เพราะเดี๋ยวมันจะไหม้ แล้วกลิ่นมันจะไปปนกับมะพร้าวได้ค่ะ
9. หลังจากน้ำงวดขึ้นแล้วเราต้องเฝ้าหน้ากะทะแล้วใชพายไม้ผัด ๆ คลุกไปเรื่อย ๆ ค่ะ ทำต่อไปให้พอแห้ง ประมาณ 10-15 นาที ต้องผัดตลอดไปเรื่อย ๆ นะจ๊ะ ไม่งั้นอาจไหม้ได้ค่ะ หากสังเกตขอบกะทะ จะเห็นเกล็ดน้ำตาลมากขึ้น มะพร้าวจะออกเหนียว ๆ เหมือนเคลือบน้ำเชื่อมค่ะ อันนี้คือเกือบได้ที่แล้วละ เตรียมปิดแก๊สแล้วยกลง คนต่ออีกหน่อยได้เลยค่ะ
10. หากจะทำเป็นก้อนเล็ก ๆ ก็ตักมะพร้าวแก้วที่ได้ วางบนถาด หรือกระดาษแก้วเป็นก้อน ๆ แบบนี้นะจ๊ะ (มะพร้าวจะออกเหนียวๆ และร้อน(มาก)) ต้องทำตอนร้อนนะจ๊ะ หากเย็นแล้วมะพร้วจะไม่เกาะแล้วค่ะ
11. ส่วนที่เหลือ เค้าพักไว้ให้อุ่น ๆ แล้วใช้พายไม้ผัด ๆ (ไม่ได้วางบนเตาแล้วนะ) มันจะเริ่มเย็นขึ้น แห้งขึ้น แต่จะไม่เกาะตัวกันค่ะ คือมะพร้าวจะเคลื่อบน้ำตาล (ตกทราย) หมดอะ ตักมาชิมค่ะ จะเห็นจากมือส้ม มะพร้าวแก้วจะไม่เกาะเป็นก้อนค่ะ แต่จะแห้ง หวานกำลังดี(ไม่มากเพราะที่บ้านไม่ชอบทานหวาน^^”) หอมกลิ่นใบเตยมาก ๆ แบบไม่มีสีและกลิ่นสังเคราะห์มาช่วยด้วยค่ะ12. ซูมให้เห็นเกล็ดน้ำตาลที่เคลือบอยู่ใกล้ ๆ ค่ะ (รับประกันว่าไม่หวาน) มะพร้าวแห้งกำลังดี ไม่แข็งค่ะ กรอบ ๆ หนึบ ๆ แบบอ่อนก็ไม่ใช่ แก่ก็ไม่เชิง เก็บใส่กระปุกได้นานหลายอาทิตย์เลยค่ะ แบบนี้จะทานง่าย อยากทานเท่าไหร่ตักใส่จาน หรือจะแจกก็แพ็คใส่ถุงผูกโบว์ก็ได้นะจ๊ะ ถือเป็นการถนอมอาหารที่ไม่ยาก ประหยัด และเป็นขนมแบบพอเพียงไว้ให้เด็ก ๆ ที่บ้านทานได้เลยค่ะ ลองทำดูนะจ๊ะ